คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ควรให้ Turnitin เหลือกี่เปอร์เซ็นต์

A: ขึ้นกับมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปควรต่ำกว่า 20% และต้องไม่มีการซ้ำในส่วนวิเคราะห์หรืออภิปรายผล

A: ได้ หากทำอย่างถูกต้อง และไม่ทำให้โครงสร้างงานวิจัยผิดเพี้ยน

A: ไม่ผิดเสมอไป แต่ต้องมีการปรับแก้เชิงวิชาการโดยมนุษย์ก่อนส่งจริง

A: ไม่มีจำนวนตายตัว แต่โดยทั่วไป ปริญญาโท: ประมาณ 20–40 แหล่ง ปริญญาเอก: ประมาณ 40–80 แหล่งขึ้นไป ควรเน้นคุณภาพ ความเกี่ยวข้อง และความทันสมัยของเอกสารมากกว่าปริมาณ

A: โดยทั่วไปควรใช้งานวิจัยย้อนหลัง ไม่เกิน 5–10 ปี ยกเว้นงานทฤษฎีหรือแนวคิดคลาสสิกที่ยังใช้เป็นฐานความรู้สำคัญ

A: Literature Review คือการสรุปและวิเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยเดิม ส่วน Conceptual Framework คือการนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาสร้างเป็นกรอบแนวคิดของงานวิจัยตนเอง

A: ไม่จำเป็น การทบทวนวรรณกรรมที่ดีควร จัดกลุ่มแนวคิดหรือประเด็น และสังเคราะห์ภาพรวม ไม่ใช่สรุปงานวิจัยแบบเรียงลำดับทีละเรื่อง

A: Research Gap คือช่องว่างขององค์ความรู้ เช่น ประเด็นที่ยังไม่มีการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่เคยใช้ หรือผลการวิจัยที่ยังขัดแย้งกัน สามารถหาได้จากการเปรียบเทียบและวิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ เรื่องร่วมกัน

A: ควรอ่านหลายแหล่งแล้วเขียนสรุปด้วยภาษาของตนเอง พร้อมอ้างอิงทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการคัดลอกหรือแปลตรงจากต้นฉบับ และใช้การ Paraphrase อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

A: สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยค้นหรือสรุปเบื้องต้นได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบ ปรับภาษา และสังเคราะห์เชิงวิชาการโดยผู้เขียนเอง เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อ AI Detector และผิดจริยธรรม

A: ขึ้นกับสาขาและคู่มือมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปบทที่ 2 จะมีความยาวประมาณ 20–30% ของเล่มทั้งหมด

A: แนะนำฐานข้อมูลทางวิชาการ เช่น Google Scholar, Scopus, Web of Science, PubMed (ด้านสุขภาพ), ThaiJO และฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย

A: นิยมใช้ APA, Chicago หรือรูปแบบเฉพาะของมหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอและความถูกต้อง

A: สาเหตุที่พบบ่อยคือ
• ยังไม่เห็นการวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์
• ยังไม่ชัดเจนว่า Research Gap อยู่ตรงไหน
• การเชื่อมโยงกับหัวข้อวิจัยยังไม่ชัด
• ใช้แหล่งอ้างอิงที่เก่าหรือไม่ตรงประเด็น

A: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัย เพื่อช่วยวางโครงสร้าง วิเคราะห์ Research Gap และปรับเนื้อหาให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ

Scroll to Top